Code Grade
51210067 A
51210068 B+
51210069 B
51210070 B+
51210071 B
51210072 B
51210073 B+
51210074 B
51210075 A
51210076 A
51210077 B
51210078 B
51210079 B
51210080 B+
51210081 B
51210082 B
51210083 B+
51210084 B+
51210085 B+
51210086 A
51210087 A
51210088 B
51210089 B
51210090 B
51210091 B+
Sunday, March 29, 2009
Thursday, March 26, 2009
Monday, March 16, 2009
Saturday, March 14, 2009
Wednesday, March 11, 2009
กฏเหล็ก 3 ประการทำให้อายุยืน 100 ปี
3 tips for how to live to 100(years)
Your behavior now makes a difference, says new research. Experts recommend these habits:
Get creative at work.
On average, a woman with a creative job has the cardiovascular fitness and other health attributes of someone six years younger, according to a recent study. What does “creative” mean? Acting, writing or painting are obvious picks, but any job can count as long as you find it interesting and it lets you develop new skills, experts say.
Make sure you cover the basics.
Eating five servings of fruits and veggies a day, being active, not smoking, and drinking in moderation could add 14 years to your life, according to new British research. Too tall an order? Tackle just the exercise part: A recent study by the National Cancer Institute found that older people who got at least 30 minutes of moderate exercise most days of the week were less likely to die over the next seven years than those who didn't.
Do something fun.
Women who are feeling “happy, excited or content” have lower levels of the stress hormone cortisol, as well as C-reactive protein and interleukin-6—two markers of inflammation linked to heart disease, a University College London study found. It may not take a Ph.D. to figure out that being happy is good for you, but this is one of the first studies to pinpoint a biological reason. So the next time you're feeling frazzled, make plans to do anything that'll get you smiling.
—LISA MULCAHY
•
Your behavior now makes a difference, says new research. Experts recommend these habits:
Get creative at work.
On average, a woman with a creative job has the cardiovascular fitness and other health attributes of someone six years younger, according to a recent study. What does “creative” mean? Acting, writing or painting are obvious picks, but any job can count as long as you find it interesting and it lets you develop new skills, experts say.
Make sure you cover the basics.
Eating five servings of fruits and veggies a day, being active, not smoking, and drinking in moderation could add 14 years to your life, according to new British research. Too tall an order? Tackle just the exercise part: A recent study by the National Cancer Institute found that older people who got at least 30 minutes of moderate exercise most days of the week were less likely to die over the next seven years than those who didn't.
Do something fun.
Women who are feeling “happy, excited or content” have lower levels of the stress hormone cortisol, as well as C-reactive protein and interleukin-6—two markers of inflammation linked to heart disease, a University College London study found. It may not take a Ph.D. to figure out that being happy is good for you, but this is one of the first studies to pinpoint a biological reason. So the next time you're feeling frazzled, make plans to do anything that'll get you smiling.
—LISA MULCAHY
•
Tuesday, March 10, 2009
Sunday, March 8, 2009
Wednesday, March 4, 2009
Home page of research portal
You can search any research from NRCT data base or click Web link (Research full text) and visit any library in Thailand..Go.....
http://www.riclib.nrct.go.th/index_e.html
http://www.riclib.nrct.go.th/index_e.html
Tuesday, March 3, 2009
Home Work 7
ให้นักศึกษาอ่านบทความและย่อให้มีความยาวไม่เกิน 1/2 หน้า....
ความน่าเชื่อถือของเว็บไซด์
Web Site Credibility
สุพิทย์ กาญจนพันธุ์ Ph.D.*
การประชาสัมพันธ์องค์กร หรือส่วนบุคคลโดยการนำเสนอเผยแพร่ผ่านเครือข่าย WWW เป็นไปอย่างแพร่หลายรวดเร็ว การประเมินหรือให้ความสำคัญกับสาระของเว็บไซต์จึงจำเป็นต้องมีเกณฑ์ สำหรับผู้บริโภคข่าวสารว่า จะเชื่อหรือไม่เชื่อสารสนเทศเหล่านี้มากน้อยเพียงใด
จากการสำรวจของ Persuasive Technology Lab ของมหาวิทยาลัย Stanford จากกลุ่มตัวอย่าง 1400 ตัวอย่าง ทั้งในสหรัฐอเมริกาและยุโรปเมื่อประเมินเว็บไซต์จำนวน 51 แห่ง พบว่า มีปัจจัยบางประการช่วยเสริมความน่าเชื่อถือ และปัจจัยบางประการที่ทำให้เว็บไซต์มีความน่าเชื่อถือลดลง จากปัจจัยรวมทั้งเจ็ดประการ พบว่า 5 ปัจจัยแรกมีส่วนทำให้เกิดความน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้นได้แก่ ก.รู้สึกอยู่ในโลกของความเป็นจริง (real-world feel)
ข. ใช้งานง่าย (ease of use)
ค. เป็นผู้ชำนาญการ (expertise)
ง. ความไว้เนื้อเชื่อใจได้ (trustworthiness)
จ. เอาใจใส่ต่อผู้เยี่ยมชม (tailoring)
ปัจจัยที่ทำให้ความน่าเชื่อถือลดลงคือ :
ฉ. มีลักษณะเพื่อการค้า (Commercial implications)
ช. ความเป็นมือสมัครเล่น (amateurism)
ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ทั้งทางบวกและทางลบ จึงเป็นสิ่งที่ต้องนำมาพิจารณาในการออกแบบเว็บไซต์ต่อไป
รองศาสตราจารย์ ดร.สุพิทย์ กาญจนพันธุ์
*คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
*นักวิชาการประจำคณะกรรมาธิการ การศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมวุฒิสภา
ที่มาของปัญหา
ท่านที่เคยท่องเว็บจะสังเกตพบว่า มีเว็บไซต์หลาย ๆ แห่งนำเสนอสารสนเทศลักษณะด้อยคุณค่า หรือนำเสนอข้อความทำให้เกิดความเข้าใจผิด , หรือไม่นำเสนอสารสนเทศใด ๆ แต่มีชื่อ URL หรือเว็บไซต์เท่านั้น (Under Construction-หรือกำลังก่อสร้างทั้งปี1!!!) นักท่องเว็บจึงเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับคุณภาพของเว็บต่าง ๆ อันเป็นเหตุให้บรรดาผู้สร้างเว็บต้องสำรวจตรวจสอบตนเองว่า เว็บที่สร้างขึ้นมีความน่าเชื่อถือได้เพียงใด ในปัจจุบันการออกแบบเว็บไซต์มักใช้ศิลปะมากกว่าความเป็นวิทยาศาสตร์ ซึ่งไม่มีงานวิจัยใด ๆ ชี้ว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้อง
ความน่าเชื่อถือนั้นเป็นฉันใด?
ความน่าเชื่อถือ (credibility) อาจนิยามได้ว่า หมายถึง ความเชื่อได้ (believability) ดังเช่น คนน่าเชื่อถือได้ สารสนเทศที่น่าเชื่อถือก็คือสารสนเทศที่เราเชื่อได้นั่นเอง ความน่าเชื่อถือยังมีลักษณะสองประการคือ ความรู้สึกว่ามีคุณภาพ คุณภาพที่ผู้คนรับรู (Perceired) ดังกล่าว อาจไม่มีอยู่ในบุคคล , วัตถุหรือสารสนเทศจริง ๆ ก็ได้
ดังนั้นการอภิปรายถึงคุณภาพของคอมพิวเตอร์ใด ๆ จึงจำเป็นต้องกล่าวถึงความน่าเชื่อถือได้จากการรับรู้ (Perception of credibility) เสมอ
นักวิชาการเชื่อว่าการรับรู้เกี่ยวกับความน่าเชื่อถือได้เป็นผลมาจากสมองได้ประเมินปัจจัยหลากหลายไปพร้อม ๆ กัน ปัจจัยสำคัญ ๆ อาจได้แก่ ;
ก. ความไว้เนื้อเชื่อใจได้ (trustworthiness) เป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งที่นักท่องเว็บจะประเมินสารสนเทศต่าง ๆ ผ่านเว็บเพจส์ ประกอบด้วยความตั้งใจจริง (well intentioned) , ความมีสัจจะ (truthful) , ความไม่ลำเอียง (unbiased) ความไว้เนื่อเชื่อใจได้จึงย่อมบ่งบอกถึงความดีงามและมีจรรยาบรรณของเว็บไซต์
ข. ความเป็นผู้ชำนาญการ (expertise) หมายถึง มีความรอบรู้ มีประสบการ มีสมรรถนะ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จะบ่งบอกถึงความรู้ และทักษะที่เว็บไซต์แสดงออกมา
เมื่อรวมทั้งสองปัจจัยเข้าด้วยกันอาจสรุปได้ว่า เว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือได้เป็นอย่างสูง จะต้องทำให้ผู้มาเยี่ยมชมรับรู้ว่า มีความไว้เนื้อเชื่อใจได้ และความเป็นผู้ชำนาญการในระดับสูง
ผลการวิจัยสรุปได้ว่า ;
บุคคลโดยทั่วไปส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นเพศ อายุ หรือที่อยู่อาศัย จะประเมินความน่าเชื่อถือได้ของเว็บไซต์คล้าย ๆ กัน จึงสามารถนำผลการวิจัยมาสรุปเพื่อการออกแบบเว็บไซต์ได้ดังต่อไปนี้
1. ออกแบบเว็บไซต์ให้แสดงเอกลักษณ์ขององค์กร
การแสดงที่อยู่หมายเลขโทรศัพท์ และภาพถ่ายของบุคคลในองค์กรเพี่อให้ผู้สนใจติดต่อค้นหาได้ จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อความน่าเชื่อถือได้
2. การออกแบบให้ใช้งานง่าย สามารถเข้าถึงสารสนเทศได้ไม่เกิน 3 คลิ๊ก ที่สำคัญถ้ามีการลิงค์ต้องมีสารสนเทศอยู่จริง สามารถมองหาเครื่องหมายนำทาง (navigator) ได้ง่าย
3. แสดงถึงความเป็นผู้ชำนาญการ เช่น มีชื่อนักเขียนบทความ , การอ้างอิงชัดเจน
4. แสดงถึงความไว้เนื่อเชื่อใจได้ , เช่น การเชื่อมโยงถึงเว็บไซต์อื่น ๆ จะต้องบอกถึงความจำเป็นและความสำคัญของสาระนั้น ๆ อันแสดงให้เห็นถึงความซื่อสัตย์ ความไม่ลำเอียง ซึ่งบางครั้งขัดกับนโยบายขององค์กรเหล่านั้นซึ่งมุ่งแต่การประชาสัมพันธ์ตนเอง
5. การเอาใจใส่ต่อผู้เยี่ยมชม หรือผู้ใช้งาน เช่น yahoo mail จะขึ้นคำว่า welcome to yahoo mail (ซึ่งผู้ใช้งาน) ทุกครั้งที่เรา sign in เข้าไปเป็นต้น
6. หลีกเลี่ยงการโฆษณาบนเว็บไซต์ คนส่วนมากไม่ชอบการโฆษณาบ้าบิ่น การนำโฆษณามาผสมผสานกับสาระบนเว็บเพจทำให้ความน่าเชื่อถือลดลง อย่างไรก็ตามผลการวิจัยชี้ว่า banner ads หรือป้ายโฆษณาเล็ก ๆ น่ารัก ๆ จะช่วยให้เพิ่มความน่าเชื่อถือได้
7. หลีกเลี่ยงความผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย ผลการออกแบบเว็บไซต์จะต้องมีลักษณะมืออาชีพ ความผิดพลาดเพียงน้อยนิด เช่น พิมพ์ชื่อคนผิดไปวางภาพกับคำอธิบายผิดตำแหน่ง เว้นวรรคผิดที่ จะทำให้ความน่าเชื่อถือลดลงอย่างมาก
จากการทำวิจัยซ้ำของ Stanford และ Makorsky และ Company ในปี 2002 พบปัจจัยที่ทำให้เว็บไซต์น่าเชื่อถือได้เพิ่มขึ้นดังนี้
1. การเพิ่มคุณค่าให้กับเว็บไซต์ โดยการปรับปรุงสาระให้ทันสมัย ตอบคำถามบนเว็บบอร์ด ส่งอีเมลล์ยืนยัน หรือตอบรับในสิ่งที่จะตกลงกัน มีความสามารถในการช่วยกัน สามารถพิมพ์หน้าออกมาได้ง่าย มีหมายเลขโทรศัพท์หรือเมลล์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับติดต่อได้
2. ปกป้องความดีงามของสาระ โดยแยกออกจากโฆษณาอย่างเด่นชัดไม่มีโฆษณามากเกินไป ทั้งลักษณะ banner และ pop-up บทความต้องมีอ้างอิง หรือผู้แต่งเสมอ
3. หน้าตา ดูดี มีลักษณะการออกแบบเป็นมืออาชีพ ใช้ศิลปะอย่างมีรสนิยม เหมาะสมกับสาระ ไม่มีตัวสะกดผิดพลาด เว้นวรรคผิด ๆ นามสกุลของเว็บไซต์ (domain name) ต้องเป็นของสถาบัน ถ้าเป็นของฟรีทั่วไป เช่น Geocities, AoL จะมีความน่าเชื่อถือลดลง
4. ต้องแน่ใจว่าทุกองค์ประกอบทำงานได้ การเชื่อมโยงไม่ได้ การแฮ้งก์หรือหยุดทำงานดื้อๆ ทำให้น่าเชื่อหน่อย เวลาที่ใช้ดาวน์โหลดต้องไม่น่านเกินไป ดังนั้นการใส่กราฟฟิกจำนวนมากบนโฮมเพจจริงไม่เป็นการถูกต้อง
5. ชื่อเสียงในโลกความจริงขององค์กรจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเว็บไซต์ของหน่วยงานนั้นๆ หรือการลิงค์ไปสู่องค์กรเสื่อมเสียย่อมส่งผลต่อเว็บไซต์โดยตรง
ผลงานวิจัยเชิงปริมาณของ Stanford Persuasine Technologylab เป็นการสำรวจชาว Ango saxon ในอเมริกาและยุโรปไม่รวมชาวเอเชียอย่างเราท่านที่มีวัฒนธรรมต่างกัน ขอเชิญนำไปปรับใช้ตามความเหมาะสมของเหตุการณ์บ้านเรา
รายละเอียดเพิ่มเติมดูได้จาก
http://credibility.stanford.edu/
ความน่าเชื่อถือของเว็บไซด์
Web Site Credibility
สุพิทย์ กาญจนพันธุ์ Ph.D.*
การประชาสัมพันธ์องค์กร หรือส่วนบุคคลโดยการนำเสนอเผยแพร่ผ่านเครือข่าย WWW เป็นไปอย่างแพร่หลายรวดเร็ว การประเมินหรือให้ความสำคัญกับสาระของเว็บไซต์จึงจำเป็นต้องมีเกณฑ์ สำหรับผู้บริโภคข่าวสารว่า จะเชื่อหรือไม่เชื่อสารสนเทศเหล่านี้มากน้อยเพียงใด
จากการสำรวจของ Persuasive Technology Lab ของมหาวิทยาลัย Stanford จากกลุ่มตัวอย่าง 1400 ตัวอย่าง ทั้งในสหรัฐอเมริกาและยุโรปเมื่อประเมินเว็บไซต์จำนวน 51 แห่ง พบว่า มีปัจจัยบางประการช่วยเสริมความน่าเชื่อถือ และปัจจัยบางประการที่ทำให้เว็บไซต์มีความน่าเชื่อถือลดลง จากปัจจัยรวมทั้งเจ็ดประการ พบว่า 5 ปัจจัยแรกมีส่วนทำให้เกิดความน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้นได้แก่ ก.รู้สึกอยู่ในโลกของความเป็นจริง (real-world feel)
ข. ใช้งานง่าย (ease of use)
ค. เป็นผู้ชำนาญการ (expertise)
ง. ความไว้เนื้อเชื่อใจได้ (trustworthiness)
จ. เอาใจใส่ต่อผู้เยี่ยมชม (tailoring)
ปัจจัยที่ทำให้ความน่าเชื่อถือลดลงคือ :
ฉ. มีลักษณะเพื่อการค้า (Commercial implications)
ช. ความเป็นมือสมัครเล่น (amateurism)
ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ทั้งทางบวกและทางลบ จึงเป็นสิ่งที่ต้องนำมาพิจารณาในการออกแบบเว็บไซต์ต่อไป
รองศาสตราจารย์ ดร.สุพิทย์ กาญจนพันธุ์
*คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
*นักวิชาการประจำคณะกรรมาธิการ การศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมวุฒิสภา
ที่มาของปัญหา
ท่านที่เคยท่องเว็บจะสังเกตพบว่า มีเว็บไซต์หลาย ๆ แห่งนำเสนอสารสนเทศลักษณะด้อยคุณค่า หรือนำเสนอข้อความทำให้เกิดความเข้าใจผิด , หรือไม่นำเสนอสารสนเทศใด ๆ แต่มีชื่อ URL หรือเว็บไซต์เท่านั้น (Under Construction-หรือกำลังก่อสร้างทั้งปี1!!!) นักท่องเว็บจึงเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับคุณภาพของเว็บต่าง ๆ อันเป็นเหตุให้บรรดาผู้สร้างเว็บต้องสำรวจตรวจสอบตนเองว่า เว็บที่สร้างขึ้นมีความน่าเชื่อถือได้เพียงใด ในปัจจุบันการออกแบบเว็บไซต์มักใช้ศิลปะมากกว่าความเป็นวิทยาศาสตร์ ซึ่งไม่มีงานวิจัยใด ๆ ชี้ว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้อง
ความน่าเชื่อถือนั้นเป็นฉันใด?
ความน่าเชื่อถือ (credibility) อาจนิยามได้ว่า หมายถึง ความเชื่อได้ (believability) ดังเช่น คนน่าเชื่อถือได้ สารสนเทศที่น่าเชื่อถือก็คือสารสนเทศที่เราเชื่อได้นั่นเอง ความน่าเชื่อถือยังมีลักษณะสองประการคือ ความรู้สึกว่ามีคุณภาพ คุณภาพที่ผู้คนรับรู (Perceired) ดังกล่าว อาจไม่มีอยู่ในบุคคล , วัตถุหรือสารสนเทศจริง ๆ ก็ได้
ดังนั้นการอภิปรายถึงคุณภาพของคอมพิวเตอร์ใด ๆ จึงจำเป็นต้องกล่าวถึงความน่าเชื่อถือได้จากการรับรู้ (Perception of credibility) เสมอ
นักวิชาการเชื่อว่าการรับรู้เกี่ยวกับความน่าเชื่อถือได้เป็นผลมาจากสมองได้ประเมินปัจจัยหลากหลายไปพร้อม ๆ กัน ปัจจัยสำคัญ ๆ อาจได้แก่ ;
ก. ความไว้เนื้อเชื่อใจได้ (trustworthiness) เป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งที่นักท่องเว็บจะประเมินสารสนเทศต่าง ๆ ผ่านเว็บเพจส์ ประกอบด้วยความตั้งใจจริง (well intentioned) , ความมีสัจจะ (truthful) , ความไม่ลำเอียง (unbiased) ความไว้เนื่อเชื่อใจได้จึงย่อมบ่งบอกถึงความดีงามและมีจรรยาบรรณของเว็บไซต์
ข. ความเป็นผู้ชำนาญการ (expertise) หมายถึง มีความรอบรู้ มีประสบการ มีสมรรถนะ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จะบ่งบอกถึงความรู้ และทักษะที่เว็บไซต์แสดงออกมา
เมื่อรวมทั้งสองปัจจัยเข้าด้วยกันอาจสรุปได้ว่า เว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือได้เป็นอย่างสูง จะต้องทำให้ผู้มาเยี่ยมชมรับรู้ว่า มีความไว้เนื้อเชื่อใจได้ และความเป็นผู้ชำนาญการในระดับสูง
ผลการวิจัยสรุปได้ว่า ;
บุคคลโดยทั่วไปส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นเพศ อายุ หรือที่อยู่อาศัย จะประเมินความน่าเชื่อถือได้ของเว็บไซต์คล้าย ๆ กัน จึงสามารถนำผลการวิจัยมาสรุปเพื่อการออกแบบเว็บไซต์ได้ดังต่อไปนี้
1. ออกแบบเว็บไซต์ให้แสดงเอกลักษณ์ขององค์กร
การแสดงที่อยู่หมายเลขโทรศัพท์ และภาพถ่ายของบุคคลในองค์กรเพี่อให้ผู้สนใจติดต่อค้นหาได้ จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อความน่าเชื่อถือได้
2. การออกแบบให้ใช้งานง่าย สามารถเข้าถึงสารสนเทศได้ไม่เกิน 3 คลิ๊ก ที่สำคัญถ้ามีการลิงค์ต้องมีสารสนเทศอยู่จริง สามารถมองหาเครื่องหมายนำทาง (navigator) ได้ง่าย
3. แสดงถึงความเป็นผู้ชำนาญการ เช่น มีชื่อนักเขียนบทความ , การอ้างอิงชัดเจน
4. แสดงถึงความไว้เนื่อเชื่อใจได้ , เช่น การเชื่อมโยงถึงเว็บไซต์อื่น ๆ จะต้องบอกถึงความจำเป็นและความสำคัญของสาระนั้น ๆ อันแสดงให้เห็นถึงความซื่อสัตย์ ความไม่ลำเอียง ซึ่งบางครั้งขัดกับนโยบายขององค์กรเหล่านั้นซึ่งมุ่งแต่การประชาสัมพันธ์ตนเอง
5. การเอาใจใส่ต่อผู้เยี่ยมชม หรือผู้ใช้งาน เช่น yahoo mail จะขึ้นคำว่า welcome to yahoo mail (ซึ่งผู้ใช้งาน) ทุกครั้งที่เรา sign in เข้าไปเป็นต้น
6. หลีกเลี่ยงการโฆษณาบนเว็บไซต์ คนส่วนมากไม่ชอบการโฆษณาบ้าบิ่น การนำโฆษณามาผสมผสานกับสาระบนเว็บเพจทำให้ความน่าเชื่อถือลดลง อย่างไรก็ตามผลการวิจัยชี้ว่า banner ads หรือป้ายโฆษณาเล็ก ๆ น่ารัก ๆ จะช่วยให้เพิ่มความน่าเชื่อถือได้
7. หลีกเลี่ยงความผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย ผลการออกแบบเว็บไซต์จะต้องมีลักษณะมืออาชีพ ความผิดพลาดเพียงน้อยนิด เช่น พิมพ์ชื่อคนผิดไปวางภาพกับคำอธิบายผิดตำแหน่ง เว้นวรรคผิดที่ จะทำให้ความน่าเชื่อถือลดลงอย่างมาก
จากการทำวิจัยซ้ำของ Stanford และ Makorsky และ Company ในปี 2002 พบปัจจัยที่ทำให้เว็บไซต์น่าเชื่อถือได้เพิ่มขึ้นดังนี้
1. การเพิ่มคุณค่าให้กับเว็บไซต์ โดยการปรับปรุงสาระให้ทันสมัย ตอบคำถามบนเว็บบอร์ด ส่งอีเมลล์ยืนยัน หรือตอบรับในสิ่งที่จะตกลงกัน มีความสามารถในการช่วยกัน สามารถพิมพ์หน้าออกมาได้ง่าย มีหมายเลขโทรศัพท์หรือเมลล์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับติดต่อได้
2. ปกป้องความดีงามของสาระ โดยแยกออกจากโฆษณาอย่างเด่นชัดไม่มีโฆษณามากเกินไป ทั้งลักษณะ banner และ pop-up บทความต้องมีอ้างอิง หรือผู้แต่งเสมอ
3. หน้าตา ดูดี มีลักษณะการออกแบบเป็นมืออาชีพ ใช้ศิลปะอย่างมีรสนิยม เหมาะสมกับสาระ ไม่มีตัวสะกดผิดพลาด เว้นวรรคผิด ๆ นามสกุลของเว็บไซต์ (domain name) ต้องเป็นของสถาบัน ถ้าเป็นของฟรีทั่วไป เช่น Geocities, AoL จะมีความน่าเชื่อถือลดลง
4. ต้องแน่ใจว่าทุกองค์ประกอบทำงานได้ การเชื่อมโยงไม่ได้ การแฮ้งก์หรือหยุดทำงานดื้อๆ ทำให้น่าเชื่อหน่อย เวลาที่ใช้ดาวน์โหลดต้องไม่น่านเกินไป ดังนั้นการใส่กราฟฟิกจำนวนมากบนโฮมเพจจริงไม่เป็นการถูกต้อง
5. ชื่อเสียงในโลกความจริงขององค์กรจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเว็บไซต์ของหน่วยงานนั้นๆ หรือการลิงค์ไปสู่องค์กรเสื่อมเสียย่อมส่งผลต่อเว็บไซต์โดยตรง
ผลงานวิจัยเชิงปริมาณของ Stanford Persuasine Technologylab เป็นการสำรวจชาว Ango saxon ในอเมริกาและยุโรปไม่รวมชาวเอเชียอย่างเราท่านที่มีวัฒนธรรมต่างกัน ขอเชิญนำไปปรับใช้ตามความเหมาะสมของเหตุการณ์บ้านเรา
รายละเอียดเพิ่มเติมดูได้จาก
http://credibility.stanford.edu/
Friday, February 27, 2009
Wednesday, February 18, 2009
ให้นักศึกษาดังรายชื่อต่อไปนี้มาสอบ REGRADE MIDTERM
Tuesday, February 17, 2009
iPhone application helps Blackjack cheaters (AFP)
•
SAN FRANCISCO (AFP) - Las Vegas casino operators are on the lookout for blackjack cheaters using a card-counting iPhone application designed to help players win.
Nevada State gaming control officials have sent warnings to casinos about card-counting software that turns iPhone smart mobile telephones or iPod Touch MP3 players into illegal tools for beating the odds at blackjack tables.
"Once this program is installed on the phone through the iTunes website it can make counting cards easy," Nevada gaming control board member Randall Sayre wrote in a February 5 letter to casino operators.
"When the program is used in the 'Stealth Mode' the screen of the phone will remain shut off, and as long as the user knows where the keys are located the program can be run effortlessly without detection."
Players using the program simply tap a virtual button on the screen each time a card 10 or higher is turned up and tap a different button for lower-value cards.
A mini-software program continually updates a "true count," which with one peek can provide feedback regarding a player's chances of winning by getting cards with total values that are closest to 21 points without exceeding that amount.
Nevada officials said they were tipped that players in American Indian-run casinos in Northern California have been using the card-counting software on the popular Apple devices.
It is illegal in Nevada to have or use card-counting gadgets in casinos, but players are allowed to try to keep count in their heads.
•
SAN FRANCISCO (AFP) - Las Vegas casino operators are on the lookout for blackjack cheaters using a card-counting iPhone application designed to help players win.
Nevada State gaming control officials have sent warnings to casinos about card-counting software that turns iPhone smart mobile telephones or iPod Touch MP3 players into illegal tools for beating the odds at blackjack tables.
"Once this program is installed on the phone through the iTunes website it can make counting cards easy," Nevada gaming control board member Randall Sayre wrote in a February 5 letter to casino operators.
"When the program is used in the 'Stealth Mode' the screen of the phone will remain shut off, and as long as the user knows where the keys are located the program can be run effortlessly without detection."
Players using the program simply tap a virtual button on the screen each time a card 10 or higher is turned up and tap a different button for lower-value cards.
A mini-software program continually updates a "true count," which with one peek can provide feedback regarding a player's chances of winning by getting cards with total values that are closest to 21 points without exceeding that amount.
Nevada officials said they were tipped that players in American Indian-run casinos in Northern California have been using the card-counting software on the popular Apple devices.
It is illegal in Nevada to have or use card-counting gadgets in casinos, but players are allowed to try to keep count in their heads.
Monday, February 16, 2009
Sunday, February 8, 2009
Course syllabus
SARABURI 4
Course description
วิชา ระบบสารสนเทศเพื่อการศึกษา รหัสวิชา 913705
1. รายละเอียดกระบวนวิชา สารสนเทศเพื่อการศึกษา (Information System For Education)
ประกอบด้วยการศึกษาความสำคัญของข้อมูลที่มีต่อการวางแผนงานบริหาร การแนะแนว
การศึกษา ทั้งในระดับมหภาคและจุลภาค การสร้างระบบข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวกับการได้มา การเก็บ การนำมาใช้และการเลื่อนไหลของข้อมูลและอิทธพลในองค์การ และระหว่างองค์การในระดับต่าง ๆ ในรูปของเครือข่าย การพัฒนาระบบของข้อมูลที่มีอยู่มาใช้ได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว และนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ในการตัดสินใจ
2. จุดประสงค์ของกระบวนวิชา
กระบวนวิชาสารสนเทศเพื่อการศึกษามีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ผู้เรียนและผู้สอนทำการ
ศึกษาค้นคว้า และแบ่งปันความรู้ ความคิดเห็น และวิเคราะห์ สังเคราะห์ สารสนเทศจากแหล่ง ต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของนโยบายและการวางแผนสารสนเทศแห่งชาติ และแหล่งสารสนเทศจากเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจทางการศึกษา ตามวัตถุประสงค์จำเพาะของการศึกษา ดังนี้
1) นโยบายสารสนเทศแห่งชาติตามพระราชบัญญัติการศึกษา
2) สถานภาพการพัฒนาระบบเครือข่ายสารสนเทศทางการศึกษา
3) แผนพัฒนาระบบเครือข่ายสารสนเทศทางการศึกษาแห่งชาติ
4) Information Society และโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศแห่งชาติ
5) การประยุกต์ใช้โครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศแห่งชาติ
6) โครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศเพื่อการศึกษาไทย
7) การใช้เครื่องมีอเพื่อจับเก็บสารสนเทศบนอิเทอร์เน็ต
8) การสืบค้นสารสนเทศผ่าน WWW เพื่อการวิจัย
9) การบริหารงานเทคโนโลยีสารสนเทศของสถานศืกษา
10) ICT and Knowledge Management
3. วิธีการเรียนการสอน
กระบวนวิชานี้มุ่งให้เกิดการไหลเวียนของสารสนเทศ (Information Flow) ขึ้นในผู้เรียนและผู้สอน เพื่อก่อให้เกิดการเรียนรู้แบบประสารสัมพันธ์ (Cooperative Learning) และการแบ่งปันสารสนเทศด้านต่าง ๆ ดังนั้น การเรียนการสอนจึงประกอบด้วยกิจกรรมต่อไปนี้
1) การศึกษาจากบัตรข่าว (News Card) ของนักศึกษาแต่ละคนบน e-Mail หรือ Class Weblog
2) การบรรยายแบบปฏิสัมพันธ์ (Interactive Lecture)
3) การมอบหมายงานประเด็นย่อย (Small Topic Assignment)
4) การสาธิตและการนำเสนอโดยผู้เรียน (Demonstration and Presentation of Learners)
4. พฤติกรรมที่คาดหวังจากผู้เรียน
1) นักศึกษาเขียน Information Technology News Card ทุกครั้งที่มีการเรียนการสอน
(11 News)บน Weblogหรือ e-Mail ที่กำหนดให้
2) อ่าน Handouts ที่แจกให้ทุกครั้ง
3) ทำแบบทดสอบย่อยที่กำหนด
4) เข้าเรียนครบ 11 สัปดาห์ (11 ครั้ง)
5) ทำงานที่มอบหมายส่งตรงเวลา
5. เกณฑ์การทดสอบและประเมินการเรียน
เกรด A:
1) ปฏิบัติตามข้อ 4 ครบทั้ง 4 ข้อ
2) เข้าสอบปลายเทอมได้คะแนนเกรด A
เกรด B:
1) ปฏิบัติตามข้อ 4 แต่ละข้อได้แต่ละข้อได้อย่างต่ำร้อยละ 80
2) เข้าสอบปลายเทอมได้คะแนนเกรด B ขึ้นไป
6.Tentative Schedule
วัน เดือน ปี
เนื้อเรื่อง
จันทร์ที่ 12 มกราคม 2552
- สังคมสารสนเทศ
- Leadership and IT
- E-Mail application
-
จันทร์ที่ 19 มกราคม 2552
- การสืบค้นสารสนเทศจาก WWW
- การประเมินความเที่ยงและความตรงของสารสนเทศจาก WWW
- สถานภาพการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาในประเทศไทย
- E - MAIL ANATOMY
จันทร์ที่ 26 มกราคม 2552
- การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการบริหาร
- ปัจจัยเริ่มต้นเพื่อจัดตั้งอินเทอร์เน็ตในองค์การ
- Web Log anatomy
- นโยบายสารสนเทศเพื่อการศึกษาของต่างประเทศ
- Blog Applications
-
จันทร์ที่ 2 กุมภาพันธุ์ 2552
- การปรับเปลี่ยนเพื่อรับเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการศึกษาความพร้อมและการปรับตัวของโรงเรียนไทย
- การ UPLOAD FILE ภาพและ TEXT บน Blog
- เทคนิคการ ATTACH FILES
จันทร์ที่ 9 กุมภาพันธุ์ 2552
- กรอบแนวทางและกลยุทธ์การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา
- PRESENTATION TECHNIQUES
-
จันทร์ที่ 16 กุมภาพันธุ์ 2552
- การเรียนการสอนผ่านเครือข่าย WWW
- การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาในสหรัฐอเมริกา
- Web-based Instruction
จันทร์ที่ 23 กุมภาพันธุ์ 2552
- Knowledge Management
- การประเมินความเชื่อถือของ Information บน WWW
- Skills essential for Web-based knowledge
-
จันทร์ที่ 2 มีนาคม 2552
- VOIP
- (Voice Over Internet Protocol) หรือโทรศัพท์ผ่าน Internet
จันทร์ที่ 9 มีนาคม 2552
- แผนปฏิบัติการเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา
- การ SAVE FILE รูปแบบต่าง ๆ
-
จันทร์ที่ 16 มีนาคม 2552
- การใช้ DIGITAL CAMER
- Secondlife 3D technology for learning
จันทร์ที่ 23 มีนาคม 2552
- Final exam.
- สรุป
7. ผู้สอน
รองศาสตราจารย์ ดร.สุพิทย์ กาญจนพันธุ์
Ph.D.(Educational Media & Technology)
University of Missouri - Columbia - USA.-2526
คม.(โสตทัศนศึกษา)จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย-2517
กศ.บ. (วิทยาลัยวิชาการศึกษามหาสารคาม)-2514
ที่ทำงาน
ปัจจุบัน:
บัณฑิตวิทยาลัยศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
592 ถนนรามคำแหง ฃอย 24
หัวหมาก กรุงเทพ 10240
02 300 4543-62 ต่อ 3612
อดีต:
คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
ถนนฉลองกรุง เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ 10520
บ้าน โทร (02) 729 3629
086 369 0007
Email:panitan007@gmail.com
Weblog: http://saraburi4.blogspot.com
Course description
วิชา ระบบสารสนเทศเพื่อการศึกษา รหัสวิชา 913705
1. รายละเอียดกระบวนวิชา สารสนเทศเพื่อการศึกษา (Information System For Education)
ประกอบด้วยการศึกษาความสำคัญของข้อมูลที่มีต่อการวางแผนงานบริหาร การแนะแนว
การศึกษา ทั้งในระดับมหภาคและจุลภาค การสร้างระบบข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวกับการได้มา การเก็บ การนำมาใช้และการเลื่อนไหลของข้อมูลและอิทธพลในองค์การ และระหว่างองค์การในระดับต่าง ๆ ในรูปของเครือข่าย การพัฒนาระบบของข้อมูลที่มีอยู่มาใช้ได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว และนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ในการตัดสินใจ
2. จุดประสงค์ของกระบวนวิชา
กระบวนวิชาสารสนเทศเพื่อการศึกษามีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ผู้เรียนและผู้สอนทำการ
ศึกษาค้นคว้า และแบ่งปันความรู้ ความคิดเห็น และวิเคราะห์ สังเคราะห์ สารสนเทศจากแหล่ง ต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของนโยบายและการวางแผนสารสนเทศแห่งชาติ และแหล่งสารสนเทศจากเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจทางการศึกษา ตามวัตถุประสงค์จำเพาะของการศึกษา ดังนี้
1) นโยบายสารสนเทศแห่งชาติตามพระราชบัญญัติการศึกษา
2) สถานภาพการพัฒนาระบบเครือข่ายสารสนเทศทางการศึกษา
3) แผนพัฒนาระบบเครือข่ายสารสนเทศทางการศึกษาแห่งชาติ
4) Information Society และโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศแห่งชาติ
5) การประยุกต์ใช้โครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศแห่งชาติ
6) โครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศเพื่อการศึกษาไทย
7) การใช้เครื่องมีอเพื่อจับเก็บสารสนเทศบนอิเทอร์เน็ต
8) การสืบค้นสารสนเทศผ่าน WWW เพื่อการวิจัย
9) การบริหารงานเทคโนโลยีสารสนเทศของสถานศืกษา
10) ICT and Knowledge Management
3. วิธีการเรียนการสอน
กระบวนวิชานี้มุ่งให้เกิดการไหลเวียนของสารสนเทศ (Information Flow) ขึ้นในผู้เรียนและผู้สอน เพื่อก่อให้เกิดการเรียนรู้แบบประสารสัมพันธ์ (Cooperative Learning) และการแบ่งปันสารสนเทศด้านต่าง ๆ ดังนั้น การเรียนการสอนจึงประกอบด้วยกิจกรรมต่อไปนี้
1) การศึกษาจากบัตรข่าว (News Card) ของนักศึกษาแต่ละคนบน e-Mail หรือ Class Weblog
2) การบรรยายแบบปฏิสัมพันธ์ (Interactive Lecture)
3) การมอบหมายงานประเด็นย่อย (Small Topic Assignment)
4) การสาธิตและการนำเสนอโดยผู้เรียน (Demonstration and Presentation of Learners)
4. พฤติกรรมที่คาดหวังจากผู้เรียน
1) นักศึกษาเขียน Information Technology News Card ทุกครั้งที่มีการเรียนการสอน
(11 News)บน Weblogหรือ e-Mail ที่กำหนดให้
2) อ่าน Handouts ที่แจกให้ทุกครั้ง
3) ทำแบบทดสอบย่อยที่กำหนด
4) เข้าเรียนครบ 11 สัปดาห์ (11 ครั้ง)
5) ทำงานที่มอบหมายส่งตรงเวลา
5. เกณฑ์การทดสอบและประเมินการเรียน
เกรด A:
1) ปฏิบัติตามข้อ 4 ครบทั้ง 4 ข้อ
2) เข้าสอบปลายเทอมได้คะแนนเกรด A
เกรด B:
1) ปฏิบัติตามข้อ 4 แต่ละข้อได้แต่ละข้อได้อย่างต่ำร้อยละ 80
2) เข้าสอบปลายเทอมได้คะแนนเกรด B ขึ้นไป
6.Tentative Schedule
วัน เดือน ปี
เนื้อเรื่อง
จันทร์ที่ 12 มกราคม 2552
- สังคมสารสนเทศ
- Leadership and IT
- E-Mail application
-
จันทร์ที่ 19 มกราคม 2552
- การสืบค้นสารสนเทศจาก WWW
- การประเมินความเที่ยงและความตรงของสารสนเทศจาก WWW
- สถานภาพการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาในประเทศไทย
- E - MAIL ANATOMY
จันทร์ที่ 26 มกราคม 2552
- การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการบริหาร
- ปัจจัยเริ่มต้นเพื่อจัดตั้งอินเทอร์เน็ตในองค์การ
- Web Log anatomy
- นโยบายสารสนเทศเพื่อการศึกษาของต่างประเทศ
- Blog Applications
-
จันทร์ที่ 2 กุมภาพันธุ์ 2552
- การปรับเปลี่ยนเพื่อรับเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการศึกษาความพร้อมและการปรับตัวของโรงเรียนไทย
- การ UPLOAD FILE ภาพและ TEXT บน Blog
- เทคนิคการ ATTACH FILES
จันทร์ที่ 9 กุมภาพันธุ์ 2552
- กรอบแนวทางและกลยุทธ์การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา
- PRESENTATION TECHNIQUES
-
จันทร์ที่ 16 กุมภาพันธุ์ 2552
- การเรียนการสอนผ่านเครือข่าย WWW
- การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาในสหรัฐอเมริกา
- Web-based Instruction
จันทร์ที่ 23 กุมภาพันธุ์ 2552
- Knowledge Management
- การประเมินความเชื่อถือของ Information บน WWW
- Skills essential for Web-based knowledge
-
จันทร์ที่ 2 มีนาคม 2552
- VOIP
- (Voice Over Internet Protocol) หรือโทรศัพท์ผ่าน Internet
จันทร์ที่ 9 มีนาคม 2552
- แผนปฏิบัติการเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา
- การ SAVE FILE รูปแบบต่าง ๆ
-
จันทร์ที่ 16 มีนาคม 2552
- การใช้ DIGITAL CAMER
- Secondlife 3D technology for learning
จันทร์ที่ 23 มีนาคม 2552
- Final exam.
- สรุป
7. ผู้สอน
รองศาสตราจารย์ ดร.สุพิทย์ กาญจนพันธุ์
Ph.D.(Educational Media & Technology)
University of Missouri - Columbia - USA.-2526
คม.(โสตทัศนศึกษา)จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย-2517
กศ.บ. (วิทยาลัยวิชาการศึกษามหาสารคาม)-2514
ที่ทำงาน
ปัจจุบัน:
บัณฑิตวิทยาลัยศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
592 ถนนรามคำแหง ฃอย 24
หัวหมาก กรุงเทพ 10240
02 300 4543-62 ต่อ 3612
อดีต:
คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
ถนนฉลองกรุง เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ 10520
บ้าน โทร (02) 729 3629
086 369 0007
Email:panitan007@gmail.com
Weblog: http://saraburi4.blogspot.com
Thursday, February 5, 2009
Monday, February 2, 2009
Subscribe to:
Posts (Atom)

